"เราเอาใจใส่เสมือนคนในครอบครัว เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการศึกษา บริการด้วยใจ จาก Smart Globe Education"

สถาบันการศึกษาในสิงคโปร์

Posted on: July 29th, 2013 by admin
  • SumoMe

ข้อมูลทั่วไป

ข้อมูลทั่วไปของประเทศสิงคโปร์


[ภูมิประเทศ]

มีพื้นที่ 697.1 ตารางกิโลเมตร ยอดเขาสูงที่สุดคือ Bukit Timah แม่น้ำสายหลักคือ Singapore และ Rochor สิงคโปร์มีถนนและรถไฟเชื่อมกับมาเลเชียที่ Singapore / Johor Causeway ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร

[ประชากร]

สิงคโปร์มีประชากรประมาณ 4.2 ล้านคน แบ่งเป็นชาวจีน 76 เปอร์เซ็นต์ ชาวมาเลย์ 13.7 เปอร์เซ็นต์ ชาวอินเดีย 8.4 เปอร์เซ็นต์ และอื่นๆ 1.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่กันโดยไม่มีปัญหาความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็นประเทศในเอเชียที่มีการวางแผนครอบครัวได้ดีมาก จนทำให้จำนวนประชากรลดลง และก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต

[ภาษา]

ภาษาทางราชการ คือ ภาษามาเลย์ จีนกลาง ทมิฬ และอังกฤษ สิงคโปร์ส่งเสริมให้ประชาชนพูด 2 ภาษา โดยเฉพาะจีนกลาง ในขณะที่ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่ใช้ในการติดต่องานและชีวิตประจำวัน

[ศาสนา]

51% นับถือศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋าและขงจื๊อ 15% นับถือศาสนาอิสลาม 4% นับถือศาสนาฮินดู 15% นับถือศาสนาคริสต์ และที่เหลือคือลัทธิอื่นๆ

[การปกครอง]

ระบบสาธารณรัฐ มีประธานธิบดีเป็นประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล รัฐสภามีวาระคราวละ 5 ปี นโยบายต่างประเทศสิงคโปร์ เน้นด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและการลงทุนจากต่างประเทศ

[สภาพภูมิอากาศ]

ลักษณะภูมิอากาศของประเทศสิงคโปร์คล้ายกับประเทศไทย คือเป็นแบบร้อนชื้น ฝนตกชุกตลอดปี เนื่องจากอิทธิพลทางทะเลและที่ตั้งของประเทศ อุณหภูมิเฉลี่ย 26.8 องศาเซลเซียส

[เศรษฐกิจ]

สิงคโปร์จัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เช่นเดียวกับฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ผลิตภัณท์ส่งออกหลัก คือ ผลิตภัณท์จากปิโตรเลียม เครื่องจักร ผลิตภัณท์นำเข้าส่วนใหญ่ ได้แก่ พลังงาน ซึ่งเป็นสัดส่วนถึง 40 % ของการนำเข้าทั้งหมด และอาหาร นอกจากนั้น การท่องเที่ยวก็นำรายได้เข้าประเทศด้วยเช่นกัน

[สังคม]

ชาวสิงคโปร์ถือว่ามาตรฐานการครองชีพของตนดีกว่าประเทศอื่นๆ แต่ขณะเดียวกันความกลัวในจิตใจ คือกลัวการล้มเหลวและกลัวการเสียเปรียบ

หน่วยราชการของสิงคโปร์มีประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงาน โดยมีเวลาทำงาน จันทร์-ศุกร์ 08.30-13.00 และ 14.00-16.30 และเสาร์ 08.00-13.00 น.

การบริการทางการแพทย์ในสิงคโปร์แพงกว่าประเทศไทยมาก และการซื้อยารักษาโรคประเภทยาปฏิชีวนะและยาอันตรายจะต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่ยารักษาโรคพื้นฐานสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

เวลาของสิงคโปร์เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโทง

[ไฟฟ้า]

สำหรับกระแสไฟฟ้าของสิงคโปร์ใช้เหมือนบ้านเราคือ 220 โวลต์ แต่ความแตกต่างนั้นคือ สิงคโปร์ใช้เต้าเสียบแบบ 3 ขา ฉะนั้นต้องอย่าลืมนำปลั๊กตัวแปลงไปด้วย

[สกุลเงินตรา]

หน่วยเงินตราของสิงคโปร์คือ สิงคโปร์ดอลล่าร์ โดยแบ่งค่าเงินออกเป็นดังนี้ ธนบัตรมูลค่า S$2 / S$5 / S$10 / S$20 / S$50 / S$100 / S$500 / S$1000 / S$10000 / เงินเหรียญมีตั้งแต่ 1 / 5 / 10 / 20 / 50 เซนต์ รวมถึง S$1 ด้วย

[กฏหมาย]

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขานในเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด ประชากรมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่สูง เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีกฏหมายลงโทษร้ายแรง คือ การประหารชีวิต หรือโทษจำคุกระยะยาว เช่น ที่สิงคโปร์ห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะเด็ดขาด หากฝ่าฝืนปรับถึง S$1000 การทิ้งเศษขยะลงพื้นฝ่าฝืนครั้งแรกถูกปรับ S$ 1000 ครั้งต่อไป S$ 2000 และต้องทำความสะอาดในที่สาธารณะด้วย กฏหมายนี้รวมถึงการห้ามถ่มน้ำลายในที่สาธารณะ และห้ามเคี้ยวหมากฝรั่ง ดังนั้นไม่ควรนำหมากฝรั่งไปที่สิงคโปร์ การเสพหรือจำหน่ายยาเสพติดในสิงคโปร์นั้นมีความผิดขั้นร้ายแรงถึงประหารชีวิต

 

 

[ย่านชุมชนต่างๆ]

ชุมชนหลากเชื้อชาติ

ย่าน Kampong Glam ซึ่งได้ชื่อจากต้นแกลมที่เคยมีอยู่มากในบริเวณนั้น ที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมเครื่องประดับพลอย เครื่องจักสาน เตรื่องใช้ในการเดินทาง น้ำมันธรรมชาติ และน้ำมันสารพัน น้ำมันที่สกัดจากต้นไม้ชนิดนี้สามารถใช้เป็น ยารักษาโรคได้ และชาวบูกีสและชาวมาเลย์ยังใช้เปลือกของมันอุดรอยรั่วบนเรือได้ด้วย

ที่ย่าน Kampong Glam นี้ ไม่ควรพลาดสำหรับการเยี่ยมชม สุเหร่าสุลต่าน ซึ่งเป็นมัสยิดสำคัญที่สุดในเมืองนี้ สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1928 และเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมแบบมุสลิมที่ดีที่สุดบนเกาะนี้ และหากเริ่มหิวลองแวะชิมมะตะบะ หรือพิซซ่าในแบบสิงคโปร์ตามร้านอาหารต่างๆ ที่ตั้งอยู่รอบมัสยิดเลียบถนน North Bridge

สำหรับมื้อที่ต้องการความหลากหลาย ลองชิม Nasi Padang อาหารชุดที่ประกอบด้วยข้าวสวยเสิร์ฟพร้อมสำรับกับข้าวหลายชนิดเช่น rending (เนื้อแพะหรือเนื้อวัวคลุกเคล้าเครื่องเทศ)(รวมมิตรผักต้มกะทิ) หรือ Ika bakar (ปลาย่างเสิร์ฟพร้อมซอสซีอิ้วดำผสมหอมสับและพริกเขียว) ซึ่งลิ้มรสอาหารพื้นเมืองเหล่านี้ได้ที่ถนน Kandahar ซึ่งอยู่ใกล้ๆสุเหร่าสุลต่าน

ไชน่าทาวน์ (Chinatown)

เป็นแหล่งทำมาหากินเที่ยวเล่นแต่ดั้งเดิมของชาวจีนที่อพยพมายังสิงคโปร์ ไชน่าทาวน์เป็นจุดที่คุณจะพบกับตลาดสด แม่บ้านจะมาจับจ่ายต่อราคาซื้อของสด หรือสัมผัสประสบการณ์ของการดื่มชาจีน สินค้าสำหรับช้อปปิ้งคงหนีไม่พ้นวัตถุโบราณของจีนหรือยาหม่องตราเสือ และบรรดาสมุนไพรหลากชนิดของชาวจีนที่วางขายอยู่ทั่วไป แหล่งท่องเที่ยวยังรวมถึงวัดจีนที่มีชื่อเสียงในละแวกใกล้เคียง หรือร่วมฟังพิธีสวดที่วัดศรีมาเรียมมันที่ตั้งอยู่ใจกลางไชน่าทาวน์

ลิตเติ้ล อินเดีย

เป็นชุมชนแห่งสีสัน ที่ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงที่ลุ่มชื้นแฉะและเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ชื่อถนนหนทางในละแวกนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงประวัติศาสตร์ของชุมชนนี้
 ลิตเติ้ล อินเดีย ตั้งอยู่บริเวณถนน Serangoon หากเดินเข้าไปย่านนี้ อาจจะคิดว่าอยู่ในประเทศอินเดียก็เป็นไปได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะทุกย่างก้าวในเขตนี้ จะได้ยินเสียงเพลงแขกสาวทั้งโสดและไม่โสด ต่างพากันเดินอวดโฉมในชุดสาหรี่สีสด ขณะที่โสตประสาทก็รับกลิ่นธูปหอม เครื่องเทศต่างๆที่วางขายอยู่บริเวณสองข้างทาง นอกจากนี้ บริเวณลิตเติ้ล อินเดียนี้ ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์น่าสนใจอยู่มากมาย ซึ่งไม่ใช่มีแค่วัดฮินดูเท่านั้น แต่ยังมีศาลเจ้าและมัสยิดที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่ด้วย เหนือขึ้นไปบริเวณถนน Serangoon สามารถมองเห็นความยิ่งใหญ่ของวัด Sri Sreenivasa Perumal ได้แต่ไกล โดยวัดแห่งนี้ จะมีการแสดงการอวตารลงมาเกิดของพระวิษณุ ในชาติต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป ขณะเดียวกัน วัดดังกล่าวจะเป็นสถานที่ในการตั้งต้นจัดขบวนแห่เทศกาลไทยปุสัม ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นงานที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของสิงคโปร์ โดยเดือนที่จัดงานจะขึ้นอยู่กับจันทรคติ โดยเทศกาลการแห่นี้ จะมีผู้ศรัทธานำเหล็กขนาดใหญ่ยาวทิ่มแทงลิ้นและแก้มทั้งสองข้าง พร้อมทั้งแบก Kavadis ซึ่งมีลักษณะคล้ายกรงนก ประดับตกแต่งด้วยลวดและขนนกยูง ซึ่งพิธี ดังกล่าวมีขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณ หรือไม่ก็เพื่อวิงวอนขอบางสิ่งบางอย่างจากเทพมุรุกัน หรือเทพเจ้าผู้คุ้มครองผู้อ่อนเยาว์ 
ถ้าได้เดินผ่าน Little India Arcade และเลยต่อไปยัง Campbell Lane แวะชมการร้อยพวงมาลัยดอกมะลิด้วยเชือกกล้วย เลือกซื้อผงกระหรี่ หรือเครื่องเทศ หรือนั่งรับประทานของว่างแบบมังสวิรัติของอินเดีย ในร้านฟาสต์ฟูดอันทันสมัยสไตล์อินเดียที่ชื่อ Komalas สำหรับนักท่องเที่ยวใจกล้า ลองชิมอาหารแบบฉบับอินเดียตอนใต้ ที่เสิร์ฟข้าวสวยและกับข้าวบนใบตอง และทานด้วยมือเปล่าได้ที่ภัตตาคาร Apolo Banna Leaf หรือ ภัตตาคาร Muthu’s Curry บนถนน Race Cource

[เกาะต่างๆของสิงคโปร์]

Palua Ubin

สามารถเดินเที่ยวที่เกาะ Ubin ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “เขตแดนป่า” แห่งสุดท้ายของสิงคโปร์ ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า Zubin ซึ่งหมายถึงหินแกรนิต ภาพของเหมืองหินแกรนิต ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง หมู่บ้านและแปลงผักอันอุดมสมบูรณ์ ทำให้เกาะนี้ยิ่งดูเป็นธรรมชาติที่เรียบง่าย ซึ่งแตกต่างจากความทันสมัยในเมืองโดยสิ้นเชิง สามารถเช่าจักรยานขี่เที่ยวรอบเกาะ ดูนก รับประทานอาหารทะเลที่ร้านอาหารในหมู่บ้าน หรือเพียงแค่นั่งปล่อยอารมณ์ จิบกาแฟหอมกรุ่นสักถ้วยที่ร้านกาแฟในละแวกรอบข้าง

Sentosa Island

เกาะเซนโตซ่าเป็นเกาะที่มีบรรยากาศตรงกันข้ามกับในตัวเมืองอย่างสิ้นเชิง เหมาะสำหรับทุกคนตั้งแต่ครอบครัวไปจนถึงคู่ฮันนีมูน และสำหรับผู้รอบรู้ในด้านประวัติศาสตร์ไปจนถึงผู้ที่รักธรรมชาติ ในบรรดา เกาะที่ล้อมรอบอยู่ใกล้ๆกับประเทศสิงคโปร์ Sentosa Island เป็นที่ๆใครต่อใครต้องแวะไปเมื่อไปเยือนสิงคโปร์

บนเกาะแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายหลายแห่ง แต่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวก็คือ Asian village ซึ่งภายในหมู่บ้านเอเชียนแห่งนี้ ประกอบด้วยหมู่บ้าน 3 แบบ ตั้งห่างกันอยู่บริเวณชาย หาด โดยมีรูปแบบด้านสถาปัตยกรรมที่มาจากแหล่งต่างๆในแถบเอเชีย มีของฝากจากประเทศต่างๆมากมาย และแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ คือ Underwater World  พิพิธภัณท์ที่ดีที่สุดของเอเชีย นอกจากนี้ยังมี Universal Studio พิพิธภัณท์หินหายาก พิพิธภัณท์มาริไทม์ ที่แสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของท่าเรือสิงคโปร์ และที่พลาดไม่ได้คือ Images of Singapore ซึ่งเป็นการแสดงภาพชีวิต ในยุคเริ่มแรก ภาพการยอมแพ้ของญี่ปุ่นในช่วงใกล้สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2

เมอร์ไลออน

ถือเป็นสัญลักษณ์ทางการท่องเที่ยวของประเทศสิงคโปร์ โดยล่าสุดจากผลสำรวจของคณะกรรมการท่องเที่ยวของประเทศสิงคโปร์ ได้สำรวจออกมาพบว่า มีนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคน ที่เดินทางเข้ามาในประเทศสิงคโปร์ เพื่อเข้ามาชมชมรูปปั้นดังกล่าว เมอร์ไลออนตั้งตระหง่านอยู่บริเวณ Park ใกล้ๆ กับโรงแรม One Fullerton รูปปั้น Merlion ที่มีอายุกว่า 30 ปีนี้ เดิมทีรูปปั้นดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำสิงคโปร์ในสวนสาธารณะ Merlion บริเวณสะพาน Esplanade แต่เพิ่งจะได้รับการบูรณะและย้ายมาตั้งเด่นเป็นสง่าเมื่อวันที่ 15 กันยายน2002 นี้เอง โดยรูปปั้นครึ่งสิงโต ครึ่งปลานี้ หันหน้าออกไปยังอ่าวมาริน่า Marina Bay ที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่จะต้องมาเก็บภาพ และถ่ายภาพร่วมกับเจ้ารูปปั้นนี้ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมากกว่าหนึ่งล้านคนเลยทีเดียวที่มาเยี่ยมชมสวนเมอร์ไลออน และถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก 
การออกแบบ The Merlion นี้ถูกผสมผสานระหว่างความจริงกับตำนาน ซึ่งมีหัวเป็นสิงโตและลำตัวเป็นปลากำลังโต้คลื่น มีความสูงประมาณ 8.6 เมตร น้ำหนัก 70 ตัน ทำมาจากซีเมนต์ สร้างขึ้นโดย นาย Lim Nang Seng ช่างแกะสลักที่มีชื่อเสียงในประเทศ สิงคโปร์

ส่วนหัวที่เป็นสิงโตนั้นเป็นสัญลักษณ์ของตำนานการค้นพบดินแดง “สิงคปุระ” ตามตำนานเล่าขานของชาวมาเลย์ ส่วนลำตัวที่เป็นปลาแสดงถึงการเริ่มต้นของสิงคโปร์ที่เต็มไปด้วยหมู่บ้านชาวประมงในอดีต

[แม่น้ำสิงคโปร์]

เป็นเสมือนเส้นเลือดหลักของคนสิงคโปร์ เป็นท่าเรือที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ คุณสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เงียบสงบริมแม่น้ำที่เมอไลออน พาร์คได้ ซึ่งตั้งอยู่ปากแม่น้ำ หรือที่ Landing Site ของท่านแรฟเฟิล ซึ่งอยู่หลังทำเนียบรัฐบาล

รูปปั้น เซอร์สแตมฟอร์ด ราฟเฟิล ผู้ที่ค้นพบสิงคโปร์เป็นคนแรก โดยชาวสิงคโปร์ ได้สร้างอนุสาวรีย์ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึก โดยอนุสาวรีย์จะตั้งอยู่หน้าโรงละครวิคทอเรีย ขณะที่รูปปั้นซึ่งทำมาจากทองสัมฤทธิ์ จะยืนหันหน้าไปทางด้านหน้าของ Boat Quay ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นจุดที่เซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิล ได้ขึ้นมาบนฝั่งของเกาะสิงคโปร์นี้เป็นครั้งแรก

[เทศกาลและงานรื่นเริง]

สิงคโปร์มีการเฉลิมฉลองเทศกาลเกือบตลอดทั้งปี บางงานก็สนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ หรือเทศกาลที่ตระการตากับแสงสีที่ประดับประดาอย่างสวยงาม สำหรับการเฉลิมฉลองของสิงคโปร์ที่ไม่ควรพลาด อย่างยิ่งเช่น

Chingay Parade (ช่วงเดือนก.พ.) จากที่เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ขบวนพาเหรดประจำปีอันมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้ จึงได้สร้างความตื่นเต้นแก่ผู้ชมด้วยนักแสดงมากมายจากทั่วโลก

Christmas Light up (พ.ย.-ม.ค.) สัมผัสบรรยากาศแห่งความรื่นเริง เมื่อถนนออร์ชาร์ดถูกประดับประดาอย่างวิจิตรเมื่อถึงเทศกาลคริสต์มาส พร้อมด้วยอาคารที่ตกแต่งด้วยไฟระยิบระยับ

Hari Raya Light up (ธ.ค.-ม.ค.) ชมแสงไฟที่สวยงามจับตาและเพลิดเพลินที่บาซาร์ในGeylang Serai ในงานฉลอง Hari Raya Pausa ของชาวมุสลิม

Lunar New Year Light up 
(ม.ค.-ก.พ.) หาประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความสดใส และมีชีวิตชีวาในไชน่าทาวน์ จากเทศกาลตรุษจีนได้ยาวนานตลอดหนึ่งเดือน

Singapore River Buskers’ Festival
 (พ.ย.) สนุกสนานกับการแสดงของศิลปินริมทางระดับโลก

Singapore River Hong Bao
 (ก.พ.) ร่วมชมพลุละลานตา และขบวนเรือพาเหรดประดับไฟ อย่างสวยงามที่แม่น้ำสิงคโปร์

 

——————————————————————————————————————–

 

ระบบการศึกษา

 

 

สิงคโปร์มีระบบการศึกษาที่เป็นเลิศประเทศหนึ่งของโลก ทุกโรงเรียนควบคุมโดยกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง ระบบการศึกษาของสิงคโปร์แบ่งเป็นชั้นประถมศึกษา ใช้ระยะเวลา 6 ปี และมัธยมศึกษา ใช้ระยะเวลา 4 ปี จากนั้น ต่อด้วยการเรียนในระดับสูง ซึ่งมีหลากหลายทางเลือก เช่นโปลีเทคนิค จูเนียร์คอลเลจ และมหาวิทยาลัย และการที่จะได้คัดเลือกเข้าเรียนที่โรงเรียนสิงคโปร์นั้น นักเรียนจำเป็นที่จะต้องทำการสอบเพื่อประเมินผลในการสอบเข้าโรงเรียน โดยนักเรียนจำเป็นต้องสอบภาษาอังกฤษ และคณิต เป็นวิชาหลัก และอาจมีการทดสอบภาษาจีน ขึ้นอยู่กับโรงเรียนที่นักเรียนต้องการสอบเข้า และสำหรับนักเรียนต่างชาติที่มีความประสงค์จะเข้าศึกษาต่อ จำเป็นต้องเสียค่าบำรุงการศึกษาให้กับกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ เป็นจำนวนเงิน S$1,000 ทุกๆ 2 ปี สำหรับเงินบริจาคนี้ไม่สามารถขอคืนได้

[ทำไมถึงเลือกเรียนที่สิงคโปร์]

ประเทศสิงคโปร์มีค่าใช้่จ่ายถูกกว่าประเทศอื่นที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก เช่น ออสเตรเลีย อเมริกา อังกฤษ ทั้งด้านการเรียนและที่อยู่อาศัย ค่าตั๋วเครื่องบิน และยังสะดวกในการเดินทาง เนื่องจากอยู่ใกล้ประเทศไทย โดยใช้เวลาบินเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น และนอกจากนี้การได้ไปศึกษาที่สิงคโปร์ นักเรียนยังได้เรียนรู้ถึง 2 ภาษา ซึ่งมีภาษาอังกฤษเป็นหลัก และสามารถเลือกภาษาจีน ภาษามาเลย์ และทมิฬ เป็นภาษารองได้ด้วย

[การศึกษาระดับประถมศึกษา]

ระดับประถมศึกษา เด็กทุกคนจะต้องใช้เวลาเรียน 6 ปี คือระดับประถมศึกษา ตอนต้น 1-4 ปี ซึ่งจะเน้นในวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาท้องถิ่น ได้แก่ จีน มาเลย์ ทมิฬ หรือตามเชื้อชาติของตนเอง คณิตศาสตร์และวิชาเสริม ได้แก่ ดนตรี ศิลปะ หัตถกรรม สุขศึกษา และสังคมศึกษา ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์จะเริ่มเรียนกันตั้งแต่ ประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นต้นไป ระดับประถมศึกษาตอนปลาย 5-6 อีก 2 ปี ในระดับนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ EM1 EM2 EM3 ซึ่งดูผลจากการสอบของประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นหลัก ส่วนการเรียนของวิชานั้น ภาษาอังกฤษและภาษาแม่จะแตกต่างกัน เมื่อจบประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนจะต้องทำข้อสอบที่เรียกว่า Primary School Leaving Examination หรือ PSLE ให้ผ่านเพื่อวัดระดับว่านักเรียนจะต้องเรียนในชั้นมัธยมเป็นระยะเวลา 4 หรือ 5 ปี

หลักสูตรการเรียนการสอนในระดับประถมของสิงคโปร์ได้รับการยอมรับและนำไปเป็นตัวอย่างการเรียนการสอนในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาคณิตศาสตร์ การรับนักเรียนนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งว่างในแต่ละโรงเรียน

[การศึกษาในระดับมัธยมศึกษา]

โรงเรียนมัธยมศึกษาในสิงคโปร์จะแบ่งออกเป็น 2 ระบบ และจะมีหลักสูตรแตกต่างกัน คือระบบที่ใช้ระยะเวลาเรียน 4 ปี ที่เรียกว่า Special หรือ Express course ซึ่งการเรียนการสอนนั้นจะเน้นการเตรียมตัวให้นักเรียนสอบ Singapore Cambridge General Certificate of Education Ordinary หรือ GCE O Level ตอนจบมัธยมศึกษาปีที่ 4 และระบบที่ใช้เวลาเรียน 5 ปี คือ Normal Course แบ่งการเรียนการสอนเป็น Academic และ Technical และนักเรียนจะต้องสอบ Singapore Cambridge General Certificate of Education Normal or GCE N Level เมื่อถึงปีที่ 4 ก่อน แล้วจึงสามารถสอบ GCE O Level เมื่อเรียนจบปีที่ 5 ได้

หลักสูตรวิชาในระดับชั้นมัธยมศึกษาจะประกอบไปด่้วย วิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ จีน มาเลย์ ทมิฬ วิทยาศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ ในชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 นักเรียนสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนทางสายศิลป์ วิทยาศาสตร์ ธุรกิจการค้า หรือสายวิชาชีพ

หลักสูตรการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาในสิงคโปร์ได้รับการยอมรับในระดับโลกว่าทำให้นักเรียนมีความสามารถในการวิเคราะห์ และมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีเยี่ยม

[การศึกษาในระดับวิทยาลัยและเตรียมอุดมศึกษา]

หลังจากผ่านการสอบ GCE O Level แล้ว นักเรียนสามารถสมัครเข้าเรียนต่อได้ที่จูเนียร์คอลเลจ เป็นเวลา 2 ปี หรือเลือกเรียนในหลักสูตรเตรียมอุดมศึกษา 3 ปี ซึ่งหลักสูตรของทั้ง 2 แห่ง จะประกอบไปด้วยวิชาบังคับ 2 วิชา ได้แก่ วิชาสามัญ และภาษาที่ 2 ได้แก่ จีน มาเลย์ ทมิฬ และวิชาสำหรับการสอบ GCE A Level Singapore Cambridge General of Education Advance Level ได้อีกมากที่สุด 4 วิชา ในการเรียนระดับวิทยาลัยและเตรียมอุดมศึกษาของสิงคโปร์นั้น ผู้เรียนจะได้เรียนท่ามกลางบรรยากาศที่กระตุ้นแรงบรรดาลใจและปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน

[โพลีเทคนิคและสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยี]

สถาบันโพลีเทคนิคทั้ง 5 แห่งในประเทศสิงคโปร์ มีชื่อเสียงในการศึกษาระดับอนุปริญญาที่เน้นการปฏิบัติจริง ซึ่งไม่ว่าคุณต้องการจะมีอาชีพด้านวิศวกรรม บริหารธุรกิจ สื่อสารมวลชน การออกแบบ หรือวิเทศสัมพันธ์ หรือสนใจในหลักสูตรอบรมเฉพาะสาขาวิชาชีพ อาทิ การวัดสายตาประกอบแว่น วิศวกรรม ทางทะเล การเดินเรือสมุทร พยาบาลศาสตร์ หรือแม้แต่ทางภาพยนตร์และสื่อมวลชน สถาบันโพลีเทคนิคทั้ง 5 แห่ง พร้อมตอบสนองความต้องการทางการศึกษาของนักเรียนได้อย่างที่ฝันไว้ และด้วยหลักสูตรระดับอนุปริญญาอันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางจากหน่วยงานและบริษัทต่างๆ ทำให้สถาบันโพลีเทคนิคได้รับความนิยมในหมู่ผู้เรียนมากขึ้น

ผู้ที่จะเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีจะต้องสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเสียก่อน และการศึกษาในลักษณะนี้จะเน้นพัฒนาทักษะทางเทคนิคและความรู้เฉพาะด้านในหลากหลายสาขาทางด้านอุตสาหกรรม ที่นี่ผู้เรียนสามารถเรียนหลักสูตรฝึกอบรมและหลักสูตรฝึกงานแบบเต็มเวลา ไม่ว่าจะเป็นวิชาการบัญชีและอีคอมเมอร์สไปจนถึงวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยียานยนต์ และยังมีหลักสูตรต่อเนื่องสำหรับคนทำงานที่ต้องการศึกษาต่อเพื่อเพิ่มพูนทักษะและความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพของตนเองด้วย

 

——————————————————————————————————————–

 

ค่าใช้จ่าย/ค่าครองชีพ

 

 

มาตรฐานคุณภาพชีวิตของสิงคโปร์อยู่ในระดับต้นๆของเอเชีย เทียบกับประเทศอื่นๆในตะวันตกแล้วค่าครองชีพในสิงคโปร์นับว่าไม่สูงมากนัก ราคาของสินค้าพื้นฐานอย่างอาหาร หรือเสื้อผ้าก็นับว่าสมเหตุสมผล

นักเรียนต่างชาติในสิงคโปร์มีค่าใช้่จ่ายโดยเฉลี่ย 750 ถึง 2,000 เหรียญสิงคโปร์ต่อเดือน ซึ่งอาจต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์และหลักสูตรวิชาที่เลือกเรียนของแต่ละคน

 

——————————————————————————————————————–

 

VISA

 


ประเภทของวีซ่า

[การเรียนหลักสูตรระยะสั้น]

ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่านักเรียน เพราะสำหรับคนไทยที่เดินทางไปประเทศสิงคโปร์ กองตรวจคนเข้าเมืองของสิงคโปร์จะอนุญาตให้คนไทยอยู่ในประเทศได้ไม่เกิน 30 วัน โดยไม่ต้องยื่นเรื่องขอทำวีซ่า เพียงแต่ขอให้มีหนังสือเดินทางที่มีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน และต้องเป็นตั๋วเครื่องบินประเภทไปกลับเท่านั้น

[การเรียนระยะยาว]

หากต้องการไปเรียนมากกว่า 30 วัน นักเรียนจำเป็นต้องยื่นขอวีซ่านักเรียน (Student Pass) และต้องเลือกเรียนหลักสูตรแบบเต็มเวลาเท่านั้น เรียนอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

เอกสารการยื่นขอวีซ่านักเรียน

-ใบสมัครขอวีซ่านักเรียน ซึ่งมี 2 ชุดคือ e-Form 16 / e-Form V36

-สำเนาใบสูติบัตรและสูติบัตรฉบับภาษาอังกฤษที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศ

-สำเนาวุฒิบัตรการศึกษาสูงสุดและใบแสดงผลการศึกษา ฉบับภาษาอังกฤษ

-สำเนาหนังสือเดินทางพร้อมตัวจริง

-รูปถ่ายขนาดพาสปอร์ต 2 ใบ

นักเรียนไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ต้องใช้หลักฐานทางการเงินในการยื่นขอวีซ่านักเรียน

-บังคับวางเงินมัดจำค่าประกัน / Security Deposit จำนวน 1,000 เหรียญหรือประมาณ 25,000 บาทให้กับกองตรวจคนเข้าเมืองแทนการขอดูหลักฐานทางการเงิน

-เงินจะได้คืนภายใน 6-8 สัปดาห์ หลังจากเรียนจบหลักสูตรและเดินทางกลับไทย ถ้าโรงเรียนใดมีสัญลักษณ์ Singapore Quality Class ก็ไม่ต้องวางเงินมัดจำส่วนนี้

-ผู้ที่ต้องการขอวีซ่านักเรียนต้องมี Sponsor โดยคุณสมบัติของ Sponsor ตามกฏหมายต้องเป็นชาวสิงคโปร์ที่มีอายุอย่างน้อย 21 ปี หรือ สถาบันภาษาที่นักเรียนสมัครเรียน ถ้าเลือก Sponsor เป็นสถาบันสอนภาษาจะได้รับการคิดค่าธรรมเนียมในส่วนนี้กับนักเรียนด้วย

-ควรเตรียมตัวยื่นและส่งเอกสารเพื่อขอวีซ่านักเรียนอย่างน้อย 2 เดือนก่อนวันเปิดเรียน ทั้งนี้เพื่อที่จะเผื่อเวลาไว้เพราะว่าการพิจารณาอนุมัติออกบัตรวีซ่านักเรียนใช้เวลาประมาณ 1 เดือน

-นำเอกสารหลักฐานต่างๆฉบับจริงติดตัวไปสิงคโปร์ เพราะเมื่อวีซ่านักเรียนผ่านแล้ว นักเรียนต้องรับบัตรวีซ่านักเรียนที่กองตรวจคนเข้าเมืองของสิงคโปร์ด้วยตนเอง โดยเจ้าหน้าที่อาจเรียกขอดูเอกสารตัวจริงเพื่อตรวจสอบ

-นักเรียนที่ได้วีซ่านักเรียนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานระหว่างเรียน


สถาบันภาษา / วิทยาลัย

Beacon International College

Dimensions International College

LSBF Singapore

Mages Institute of Excellence

Portman Institute of Technology

Raffles School of Business

Raffles Design Institute

Raffles Merchandising Institute

SDH Institute