"เราเอาใจใส่เสมือนคนในครอบครัว เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการศึกษา บริการด้วยใจ จาก Smart Globe Education"

สถาบันการศึกษาในอเมริกา

Posted on: July 30th, 2013 by admin
  • SumoMe

ข้อมูลทั่วไป

ข้อมูลทั่วไปของประเทศสหรัฐอเมริกา

 

 

สหรัฐอเมริกา เป็นแหล่งศูนย์รวมของวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายจากประชากรประเทศต่างๆทั่วโลกที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนัก ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ใครหลายคนอยากมาสัมผัส ซึ่งลักษณะทั่วไปของประเทศมีดังนี้

ประเทศสหรัฐอเมริกามีพื้นที่โดยรวมประมาณ 3,787,319 ตารางไมล์ หรือประมาณ 18 เท่าของขนาดพื้นที่ประเทศไทย ประกอบด้วยพื้นที่ต่างๆ 50 รัฐ และ 1 เขตการปกครอง คือ Washington D.C. และมีประชากรโดยรวมประมาณ 292 ล้านคน

[สภาพภูมิประเทศ]

ประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ มีทิศเหนือติดต่อกับประเทศแคนาดา ทิศใต้ติดต่อกับประเทศเม็กซิโกและอ่าวเม็กซิโก ทิศตะวันออกจรดมหาสมุทรแอตแลนติก และทิศตะวันตกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก สหรัฐอเมริกา มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตกโดยทางรถยนต์ใช้เวลากว่า 4 วัน สหรัฐมีพื้นที่มากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและแคนาดา และใหญ่กว่าจีนเล็กน้อย สหรัฐมีพื้นที่ 9.36 ล้านตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่อีก 2 ส่วนตั้งอยู่นอกแผ่นดินใหญ่ คือ รัฐฮาวายตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และ รัฐอลาสก้าตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา และประกอบไปด้วยดินแดนโพ้นทะเล ได้แก่ อเมริกันซามัวกวม จอห์นสตันอะทอบบ์ หมู่เกาะมิดเวย์ หมู่เกาะนอร์ธเทิร์นมาเรียน่า เปอร์โตริโก้ หมู่เกาะเวอร์จิ้นไอร์แลนด์ รวมทั้งเขตคลองปานามาในส่วนที่สหรัฐเช่าไว้จากประเทศปานามา

ภูมิภาคตอนกลางของประเทศเป็นพื้นที่ราบ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาสูง 2 ทิวเขา ซึ่งวางตัวจากทิศเหนือลงใต้ คือเทือกเขา Rocky Mountain ในด้านทิศตะวันตก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 8 มลรัฐ ตั้งแต่มลรัฐมอนทาน่าลงไปจนถึงมลรัฐอริโซน่า และเทือกเขา Appalachian ในทิศตะวันออก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 7 มลรัฐ ตั้งแต่ มลรัฐเพนซิลเวเนียลงไปจนถึงมลรัฐจอร์เจีย ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งอุตสาหกรรม การผลิต เกษตรกรรม และปศุสัตว์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ

[สภาพภูมิอากาศ]

ประเทศสหรัฐอเมริกามีขนาดใหญ่ และมีความหลากหลายทางภูมิอากาศ โดยทั่วไปมีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นและมีอุณหภูมิต่ำในช่วงฤดูหนาวในเขตตอนเหนือและตอนกลางของประเทศ แต่จะหนาวเย็นมากในมลรัฐอลาสก้า อากาศจะอบอุ่นในแถบตอนใต้ของประเทศ ในมลรัฐฟลอริด้า มลรัฐเท็กซัส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย และมลรัฐฮาวาย อากาศค่อนข้างแห้งแล้งในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เช่น ในแถบมลรัฐอริโซน่า มลรัฐนิวเม็กซิโก และสหรัฐ มี 4 ฤดู คือ

1.ฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

2.ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม

3.ฤดูใบไม้ร่วง ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน

4.ฤดูหนาว ระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์

 

 

[เมืองหลวง / เมืองสำคัญ / เมืองท่า]

1.เมืองหลวง Washington D.C.

2.เมืองสำคัญ New York / Los Angeles / Chicago / Houston / Philadelphia / Phoenix / San Antonio / San Diego / Dallas / San Jose

3.เมืองท่า New York / Los Angeles / Long Beach / New Orleans / Houston / Seattle / Miami

[เวลา]

เนื่องจากประเทศมีขนาดใหญ่มาก จึงมีการจัดแบ่งการใช้เวลาที่แตกต่างกัน ดังนี้

ส่วนภาคตะวันออก หรือ Eastern Time Zone จะมีเวลาช้ากว่าเวลาในประเทศไทยเท่ากับ 12 ชั่วโมง แต่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จะมีการปรับเลื่อนเวลาในช่วงฤดูร้อนอีก 1 ชั่วโมง หรือ Daylight Saving Time ทำให้เวลาช้ากว่าประเทศไทยเป็น 13 ชั่วโมง เมืองสำคัญที่อยู่ในเขต EST คือ Boston / New York / Washington D.C. / Miami / Cleveland

ส่วนตอนกลางของประเทศ หรือ Central Time Zone จะมีเวลาช้ากว่าประเทศไทย 13 ชั่วโมง แต่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน มีการปรับ Daylight Saving Time ซึ่งจะมีผลทำให้เวลาของอเมริกาช้ากว่าเวลาในประเทศไทย 14 ชั่วโมง เมืองสำคัญที่อยู่ในเขตนี้คือ Chicago / New Orleans

ส่วนพื้นที่ในย่านมหาสมุทรแปซิฟิก หรือ Pacific Time Zone จะมีเวลาช้ากว่าประเทศไทย 15 ชั่วโมง แต่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน มีการปรับ Daylight Saving Time ซึ่งจะมีผลทำให้เวลาช้ากว่าประเทศไทย 16 ชั่วโมง เมืองสำคัญ ที่อยู่ในเขตนี้ได้แก่ San Francisco / Seattle / Hawaii

Daylight Saving Time คือการปรับเวลาในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะมีการหมุนเข็มนาฬิกาให้เวลาเดินหน้าเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง โดยจะปรับเวลาในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม และเมื่อถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก็จะหมุนเข็มนาฬิกาให้ถอยหลัง 1 ชั่วโมง โดยจะเริ่มปรับเวลาในวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน

[ประชากร]

สหรัฐอเมริกามีประชากรเป็นชาวผิวขาวประมาณ 75.1% ส่วนคนผิวดำประมาณ 12.3% เชื้อสายสเปนประมาณ 13% นอกนั้นเป็นชาวเอเชียประมาณ 3.7 %

[การเมืองการปกครอง]

มีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยในรูปแบบของสหพันธรัฐ ประกอบไปด้วย 50 รัฐ และ 1 เขตการปกครอง คือ Washington D.C. ซึ่งเป็นเมืองและศูนย์กลางปกครอง โครงสร้างของรัฐบาลแห่งชาติและกิจกรรมของรัฐบาลจะถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ในส่วนของกิจกรรมที่นอกเหนือไปจากที่กำหนด อาทิเช่น อำนาจ การจัดการด้ารการศึกษาหรือนโยบายการบำรุงรักษาถนน รวมถึงการดำเนินงานด้านตำรวจ จะเป็นความรับผิดชอบของแต่ละรัฐ ซึ่งมีรัฐธรรมนูญและกฏหมายของตัวเอง

[ระบบเศรษฐกิจ]

เศรษฐกิจของประเทศอเมริกาเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี ชาวอเมริกันส่วนมากเป็นประชาชนที่จัดว่าอยู่ในระดับปานกลาง จำนวนประชากรที่รวยมากหรือจนมากจะมีน้อย ประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่เจริญและเป็นผู้นำในธุรกิจมากมาย

[สังคมและวัฒนธรรม]

เนื่องจากความหลากหลายของประชากร จึงทำให้หลากหลายวัฒนธรรมไปด้วย คนกลุ่มต่างๆยังคงรักษาขนบธรรมเนียมของตนเอาไว้ เช่น China Town / Little Italy ชาวอเมริกันเป็นคนเรียนรู้ไว และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ จึงมีอิสระด้านความคิดมากๆ

นอกจากนี้ คนอเมริกันรุ่นใหม่จะมีความสนใจสิ่งรอบข้างมากกว่าแค่การเรียน การศึกษาหรือการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวัยรุ่น ซึ่งจะมีความสนใจในการร่วมกิจกรรมต่างๆพร้อมกับมีส่วนร่วมในองค์กรต่างๆ สำหรับเยาวชนมักหางานนอกเวลาทำเป็นส่วนใหญ่ เพื่อหารายได้มาทำกิจกรรมต่างๆที่ตนเองต้องการ

[ศาสนา]

มีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาหรือไม่นับถือศาสนาใดเลยก็ได้ ศาสนาที่มีคนนับถือมากที่สุด คือ ศาสนาคริสต์ นิกายโปรแตสแตนท์

[เงินตรา]

หน่วยเงินตราของสหรัฐอเมริกา คือ ดอลล่าห์ ซึ่งมีค่าเทียบกับ 100 เซ็นต์ ธนบัตรของอเมริกาทุกมูลค่าจะมีสีเขียวเหมือนกันหมดและมีขนาดเท่ากันหมด หน่วยเงินท่ี่ใช้โดยทั่วไปคือ $1 / $5 / $10 / $20 / $50 / $100 สำหรับเงินเหรียญจะมีขนาดและลักษณะแตกต่างกันไปตั้งแต่เหรียญ 1 เซนต์ หรียญ 5 เซนต์ เหรียญ 10 เซนต์ และเหรียญ 25 เซนต์ Penny / Nickel / Dime / Quarter ตามลำดับ

[ไฟฟ้า]

ระบบไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาเป็นระบบ 115V / 600 Cycles ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย ไม่แนะนำให้นักศึกษานำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศไทยติดตัวไป

 

——————————————————————————————————————–

 

ระบบการศึกษา

 

 

 

[ประเภทของสถาบันการศึกษา]

ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีระบบการศึกษาหรือหลักสูตรการศึกษาในระดับประเทศ ในแต่ละรัฐจะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่คล้ายกับกระทรวงศึกษาธิการของตนเอง การศึกษาภาคบังคับของประเทศอเมริกาคือ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย Grade 12

โรงเรียนประถมศึกษา / มัธยมศึกษา เป็นการศึกษาภาคบังคับ คือ Grade 1-6 หรืออายุ 1-6 ขวบ

[โรงเรียนมัธยมศึกษา]

เป็นการศึกษาภาคบังคับสำหรับเด็กอายุ 12-18 ปี หรือ มัธยมศึกษาปีที่ 1-6 โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ Grade7-8 เท่ากับช่วงมัธยมศึกษาตอนต้น และ Grade 9-12 เท่ากับมัธยมศึกษาตอนปลาย นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่จะเข้าเรียนกับโรงเรียนประจำของเอกชน เพราะโรงเรียนรัฐบาลไม่สามารถจัดหาที่พักให้ได้

[วิทยาลัยอาชีวศึกษา]

สถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรเกี่ยวกับวิชาชีพสาขาต่างๆ โดยผู้ที่จะศึกษาต่อในด้านนี้ จะต้องจบมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว หน่วยกิตที่เรียนจากสถาบันประเภทนี้จะโอน เข้าศึกษาต่อได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสถาบันด้วย

[วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย]

เปิดสอนในระดับปริญญา แบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ

Associate’s Degree หรือ อนุปริญญา

Bachelor’s Degree หรือ ปริญญาตรี ใช้เวลาเรียนรวม 4 ปี

Master’s Degree หรือ ปริญญาโท ใช้เวลาเรียนรวม 1.5-2 ปี

Doctorate Degree หรือ ปริญญาเอก ใช้เวลาในการเรียน 3-4 ปี

ซึ่งนอกจากนี้ยังมีระดับ Postdoctoral ซึ่งเน้นด้านการวิจัยหลังสำเร็จปริญญาเอกแล้วด้วย

[สถาบันเทคโนโลยี]

เปิดสอนในระดับปริญญาตรีขึ้นไปเหมือนมหาวิทยาลัย แต่จะเน้นด้ารวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมากกว่า

[สถาบันการศึกษาด้านวิชาชีพชั้นสูง]

เป็นการศึกษาในลักษณะพิเศษ ในบางสาขาอาชีพเท่านั้น ซึ่งเป็นระบบค่อนข้าง ซับซ้อนสามารถสรุปได้ ดังนี้

1.การศึกษาระดับ First Professional Degree

[ด้านแพทยศาสตร์ ทันตกรรม และสัตวภิบาล]

การสมัครเข้าศึกษาต่อด้านนี้ มีการแข่งขันสูงมากและโอกาศที่จะได้รับการตอบรับก็ยากสำหรับนักศึกษาต่างชาติ เพราะการศึกษาด้านนี้จะได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากภาครัฐ ซึ่งทางสถาบันจะเปิดรับนักศึกษาในรัฐเท่านั้น ไม่สำรองให้นักศึกษาต่างชาติถึงแม้จะมีคุณสมบัติครบก็ตาม

[พยาบาล]

นักศึกษาที่เรียนด้านนี้ จะต้องได้รับการอนุญาตให้สามารถทำงานนั้นๆ โดยที่แต่ละรัฐจะมีคณะกรรมการด้านพยาบาลเป็นผู้ออกใบอนุญาตของแต่ละรัฐ จึงจะสามารถจดทะเบียนประกอบวิชาชีพพยาบาล

[กฏหมาย]

หลักสูตรด้านกฏหมายที่เหมาะสมและเป็นที่นิยมสำหรับนักศึกษาต่างชาติ คือ หลักสูตร Master of Laws or LL.M. / Master of Comparative Laws or M.C.L. และ Master of Comparatives Jurisprudence or M.C.J. ซึ่งเป็นหลักสูตรเกี่ยวกับสถาบันด้านกฏหมายของอเมริกา นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรเกี่ยวกับกฏหมายระหว่างประเทศด้วย

 

 

[สถาบันภาษา]

ประเทศสหรัฐอเมริกามีสถาบันสอนภาษามากมายหลายร้อยแห่ง ทั้งรัฐบาลและเอกชน หลักสูตรที่เปิดสอนส่วนใหญ่จะเป็นหลักสูตร Intensive ซึ่งเปิดสอนสำหรับนักศึกษาที่ต้องการพัฒนาความสามารถด้านภาษาก่อนเข้าเรียน หลักสูตรวิชาการนอกจากนี้ยังมรีหลักสูตรอื่นๆ เช่น TOEFL, Business English เป็นต้น รวมถึงการจัดทัศนศึกษา ซึ่งในการเลือกสถาบันควรพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกัน

[มัธยมศึกษา]

นักเรียนจากประเทศไทยจะสามารถศึกษาต่อในระดับมัธยมในโรงเรียนเอกชนเท่านั้น ไม่สามารถเข้าเรียนในสถาบันของรัฐบาลได้ เงื่อนไขอื่นๆ เช่น เกรดเฉลี่ย และคะแนน TOEFL แตกต่างกันไปตามสถาบัน

[วิทยาลัย]

วิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL 450-500 ขึ้นไป

[มหาวิทยาลัย]

สำหรับปริญญาตรี สถาบันส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.0 ขึ้นไป และ TOEFL 500 ขึ้นไป

สำหรับปริญญาโทและเอก ต้องมีเกรดเฉลี่ยประมาณ 2.6 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL ไม่ต่ำกว่า 500

นักศึกษาที่ต้องการสมัครในโปรแกรม MBA ส่วนใหญ่จะต้องใช้คะแนน GMAT เพิ่มเติม ส่วนนักศึกษาที่สมัครปริญญาโทและเอกในสาขาอื่นๆ ส่วนใหญ่จะต้องสอบ GRE หรือ Graduate Record Examination ด้วย

[ปีการศึกษา]

ปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา จะเริ่มประมาณเดือนกันยายน-พฤษภาคม ซึ่งมีกำหนดภาคเรียนแตกต่างกันออกไปดังนี้

ระบบ Semester เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด ในระยะเวลาหนึ่งปีจะประกอบด้วย 2 Semesters และ 1-2 Summer Sessions แต่ละ Semester ยาวประมาณ 16 สัปดาห์ ดังนี้

Fall Semester เปิดประมาณปลายสิงหาคม-กลางธันวาคม

Spring Semester เปิดประมาณต้นมกราคม-เมษายน

Summer Session เปิดประมาณกลางพฤษภาคม-สิงหาคม

ระบบ Quarter ใน 1 ปีแบ่งออกเป็น 4 Quarter แต่ละ Quarter ใช้เวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ ดังนี้

Fall Quarter เปิดประมาณกันยายน-ธันวาคม

Winter Quarter เปิดประมาณมกราคม-กลางมีนาคม

Spring Quarter เปิดประมาณต้นเมษายน-กลางมิถุนายน

Summer Quarter เปิดประมาณกลางมิถุนายน-สิงหาคม

ระบบ Trimester ใน 1 ปี แบ่งเป็นดังนี้

First Trimester เปิดประมาณกันยายน-ธันวาคม

Second Trimester เปิดประมาณมกราคม-เมษายน

Third Trimester เปิดประมาณพฤษภาคม-สิงหาคม

ระบบ 4-1-4 เป็นระบบใหม่ที่ใช้ในสถานศึกษาราว 8% ในอเมริกาแบ่งปีการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่ คั่นด้วยภาคเรียนสั้นๆ

ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตัวเอง หรือออก Field Trip แบ่งภาคเรียน ดังนี้

Fall Semester เปิดประมาณปลายสิงหาคม-ธันวาคม

Interim เปิดประมาณเดือนมกราคม 1 เดือน

Spring Semester เปิดประมาณเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม

 

——————————————————————————————————————–

 

ค่าใช้จ่าย/ค่าครองชีพ

 

 

ค่าเล่าเรียน ประมาณ 200,000-500,000/ปี ขึ้นอยู่กับสถาบันและหลักสูตร

ค่าครองชีพ ประมาณ 500,000/ปี

อัตราค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับสถาบันการศึกษา หลักสูตร เมืองและรัฐ รูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความแตกต่างกันตามชื่อเสียงสถาบัน หากมีชื่อเสียงมาก ก็มักมีอัตราค่าใช้จ่ายค่าครองชีพสูงรวมไปถึงค่าเรียนที่สูงตามไปด้วย

 

——————————————————————————————————————–

 

VISA

 

 

SEVIS คืออะไร และมีค่าธรรมเนียมเท่าไหร่

SEVIS คือระบบที่เริ่มนำมาใช้ในปี 2003 เพื่อบันทึกข้อมูลของนักเรียนต่งชาติ ที่เดินทางเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกา ระบบSEVIS เป็นเครือข่ายใหญ่ที่มี การบันทึกข้อมูลของนักเรียนต่างชาติจะต้องรายงานให้สถาบันการศึกษา หรือองค์กรแลกเปลี่ยนทราบถึงความเปลี่ยนแปลงสถานะใดๆของนักเรียน เช่น การย้ายที่อยู่ การออกนอกประเทศ การย้ายสถานศึกษา เป็นต้น

รัฐบาลสหรัฐมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม SEVIS กับผู้สมัคร วีซ่าอเมริกาประเภท F-1 / M-1 / J-1 ทุกคน สำหรับนักเรียนทั่วไปต้องชำระค่าธรรมเนียม SEVIS จำนวน US$200 โดยไม่สามารถเรียกคืนได้ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม

วีซ่าอเมริกา ประเภท J-1

เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนหรือ Exchange Program รวมถึงผู้ที่ไปศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมตามคำเชิญของหน่วยงานในสหรัฐอเมริกา และนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาทั้งจากทางรัฐบาลอเมริกา รัฐบาลไทย สถาบันการศึกษาต่างๆ องค์กร/บริษัทที่สนับสนุนด้านการแลกเปลี่ยนต่างๆ และผู้ที่เข้ามาเป็นผู้บรรยาย นักวิจัยหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรม เอกสารที่ใช้และ ขั้นตอนในการยื่นขอวีซ่าประเภท J-1 จะคล้ายกับวีซ่าอเมริกาประเภท F-1 ยกเว้นผู้ยื่นวีซ่าต้องยื่นแบบฟอร์ม DS-2019 ที่ออกโดยหน่วยงานหรือสถาบัน ที่รับท่านเข้าโครงการแลกเปลี่ยนแทน I-20

วีซ่าอเมริกาประเภท M-1

เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนทั่วไปคล้ายกับวีซ่า F-1 แต่วีซ่าอเมริกาประเภท M-1 เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนที่ต้องการศึกษาในสายวิชาชีพ เช่นเรียนทำอาหาร โดยจะต้องทำการลงทะเบียนเรียนแบบเต็มเวลากับสถานศึกษาเช่นเดียวกับ วีซ่า F-1

วีซ่าอเมริกาประเภท F-1

เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนทั่วไปที่ลงทะเบียนเรียนแบบเต็มเวลากับสถาบันภาษา แบบเอกชน โรงเรียนมัธยม วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัย เอกสารสำคัญในการยื่น วีซ่าอเมริกาประเภท F-1 คือฟอร์ม I-20 หรือใบตอบรับเข้าเรียนจากสถาบัน การศึกษาแต่การมี I-20 ไม่ได้เป็นการรับประกันว่า สถานฑูตจะพิจารณาให้วีซ่า F-1 แก่ผู้ยื่นขอวีซ่าอเมริกาประเภทนี้

เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัครวีซ่าอเมริกาของนักเรียน

1. หนังสือเดินทางที่มีอายุเลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ในวันเดินทาง หากผู้สมัครมี หนังสือเดินทางเล่มเก่าที่มีวีซ่าสหรัฐ ก็สามารถนำมายื่นในวันสัมภาษณ์ได้ โดยประวัติการออกวีซ่าอเมริกา เดิมจะใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติวีซ่า อเมริกาด้วย

2. แบบฟอร์ม DS-160

3. รูปถ่ายขนาด 2*2 นิ้ว พื้นหลังสีขาว ไม่มีขอบถ่ายไม่เกิน 6 เดือน หน้าตรง ขนาดของใบหน้าต้องมากกว่าร้อยละ 50 ของรูป และต้องเห็นใบหู โปรด อย่าติดกาวหรือเย็บรูปถ่ายด้วยลวดเย็บกระดาษลงบนช่องที่กำหนดให้บนฟอร์ม DS-160 แม้ว่ารูปถ่ายดิจิตอลควรจะถูกอัพโหลดลงบนแบบฟอร์ม ออนไลน์โดยตรงและจะปรากฏอยู่ที่หน้ายืนยันของแบบฟอร์มในวัน สัมภาษณ์ วีซ่าอาจเกิดปัญหารูปถ่ายไม่มีคุณสมบัติตามเกณท์ที่กำหนด และท่านอาจต้องยื่นรูปถ่ายจริงต่อแผนกกงสุลเพื่อสแกนลงในระบบ

4. ใบเสร็จค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า 4,454 บาท

5. ใบเสร็จค่าธรรมเนียม SEVIS I-901 $200

6. แบบฟอร์ม I-20 / DS-2019 ที่ออกให้โดยสถาบันการศึกษาหรือองค์กรแลกเปลี่ยนในสหรัฐ กรุณาเซ็นต์ชื่อและลงวันที่ในเอกสารด้วย

7. หลักฐานการศึกษาของผู้ที่ยื่นขอวีซ่า เช่น transcript ใบรับรองจบการศึกษา ใบรับรองสถานภาพการศึกษา

8. หลักฐานการทำงานของผู้ที่ยื่นขอวีซ่า เช่น จดหมายรับรองการทำงาน จดหมายรับรองเงินเดือน จดหมายอนูญาตให้ลาไปเรียนต่อ

9. หลักฐานทางการเงินของผู้ปกครองหรือสปอนเซอร์ ที่แสดงว่าผู้ปกครอง หรือสปอนเซอร์มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียน ค่าที่พักและ ค่าใช้จ่ายของผู้ที่ยื่นขอวีซ่าในขณะที่อยู่ในสหรัฐ โดยอาจยื่นจดหมาย รับรองฐานะทางการเงินที่ธนาคารออกให้ สมุดบัญชีเงินฝากประเภท ออมทรัพย์ฝากประจำ หรือบัญชีกระแสรายวัน ท่านควรยื่นเอกสารต้นฉบับ แผนกกงสุลไม่มีความจำเป็นต้องเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้

10. หลักฐานการทำงานของผู้ปกครองของสปอนเซอร์ เช่น จดหมายรับรองการทำงาน จดหมายรับรองเงินเดือน

11. จดหมายรับรองการเป็นสปอนเซอร์

12. หลักฐานที่แสดงถึงการมีถิ่นพำนักถาวรภายนอกสหรัฐ การสมัครวีซ่านักเรียนถือเป็นการสมัครขอวีซ่าอเมริกาประเภทชั่วคราว ผู้สมัครต้องสามารถพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่กงสุลเห็นว่าตนไม่มีความตั้งใจ จะอยู่ในสหรัฐเป็นการถาวร โดยผู้สมัครต้องสามารถแสดงหลักฐานที่แสดงถึงความผูกพันทางครอบครัว เจ้าหน้าที่กงสุลจะพิจารณาอนุมัติวีซ่าให้เป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยการเข้าเมืองและสัญชาติ

แบบฟอร์มการขอวีซ่าอเมริกา DS-160 ออนไลน์

DS-160 คือ แบบฟอร์มการขอวีซ่าอเมริกาชั่วคราวแบบใหม่นี้จะใช้แทน DS-156 / DS-157 / DS-158

แบบฟอร์ม DS-160 จะถูกส่งออนไลน์ไปที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่กงสุลจะใช้ข้อมูลที่กรอกลงในแบบฟอร์มในการดำเนินการเกี่ยวกับ การสมัครวีซ่าอเมริกา ร่วมกับการสัม๓าษณ์บุคคล ในการพิจารณาคุณสมบัติ ได้รับวีซ่าอเมริกาประเภทชั่วราวของผู้สมัคร

ขั้นตอนการกรอกแบบฟอร์ม DS-160 ออนไลน์

1. เข้าเว็บไซต์ https://ceac.state.gov/genniv/

2. กดปุ่ม Start application

3. เลือก location ของเรา แล้วจะมีบริการให้ทดสอบรูปถ่ายและอัพโหลด รูปด้วย โดยรูปต้องเป็น file.jpg ขนาดไม่เกิน 240 kb และได้มาตรฐานที่กำหนด การอัพโหลดรูปตรงนี้จะทำในขั้นตอนนี้หรือ ข้ามไปก่อนก็ได้

4. คลิก start new application หรือ upload previous application ที่เคยกรอกแล้ว Save เป็น File ไว้

5. กรอกข้อมูล 10 หัวข้อ

6. อัพโหลดรูป

7. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่กรอกไว้อีกครั้ง

8. Sign and submit

9. Print ใบ Confirmation ซึ่งมี barcode และนำไปในวันที่สัมภาษณ์ด้วย

ข้อแนะนำเกี่ยวกับการกรอกแบบฟอร์มการขอวีซ่าอเมริกา DS-160 ออนไลน์

แบบฟอร์มจะหมดเวลาหลังจากที่ท่านไม่ดำเนินการใดๆกับแบบฟอร์มเป็นเวลา 20 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านเกิดปัญหาข้อมูลหายเนื่องจากหมดเวลา ท่านควร กดปุ่ม Save อย่างสม่ำเสมอขณะที่ท่านกำลังกรอกแบบฟอร์ม ในการจัดเก็บ ข้อมูลแบบฟอร์มการสมัคร การกดปุ่ม Save บริเวณกึ่งกลางด้านล่างของหน้าจอ จะเป็นการเก็บข้อมูลการสมัครชั่วคราว โดยการจัดเก็บข้อมูลแบบฟอร์การสมัคร อย่างถาวรนั้น ท่านต้องกดปุ่มจัดเก็บข้อมูลในรูปแฟ้มข้อมูล หลังจากนั้นกดปุ่ม Save ที่หน้าต่างดาวน์โหลด แล้วกำหนดพื้นที่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านที่ ต้องการจัดเก็บแฟ้มข้อมูลฟอร์มการสมัครลงไป กดปุ่ม browse เพื่อหาที่อยู่ ดังกล่าว แล้วกดปุ่ม Save as ระบบจะดาวน์โหลดข้อมูลแบบฟอร์มการสมัคร ของท่านลงบนพื้นที่จัดเก็บ เมื่อเสร็จสิ้น ท่านสามารถกดปุ่ม Close เพื่อกลับสู่หน้า แบบฟอร์มการสมัคร จากนั้นสามารถเลือก Import Application Date ที่อยู่บนหน้า Getting Start เพื่ออัพโหลดข้อมูลแบบฟอร์มการสมัครที่กรอกไว้ได้

สถาบันภาษา

Embassy English

(Boston / Ford Lauderdale / Los Angeles / New York / San Diego / San Francisco)

ELS Language Centers

(Around USA)

ESLi

(Around USA)

FLS International

(Los Angeles / Philadelphia / Cookeville / Las Vegas / Jersey City / Boston)

LSI

(San Francisco/Berkeley / Boston / New York / San Diego)

SC Geos Language Plus

(Boston / Los Angeles / New York)

Stafford House

(Boston / Chicago / San Diego / San Francisco)

UIC English

(San Diego)

โรงเรียนประถม/มัธยม

เรามีบริการสมัครเรียนในโรงเรียนเอกชนกว่า 35 รัฐ ทั่วทั้งอเมริกา สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Smart Globe Education

วิทยาลัย

Citrus College (California)

Highland Community College

(Washington)

Kapi’ Olani (Hawai’i)

Direct entry to University of Hawai’i

มหาวิทยาลัย

California Lutheran University

(Thousand Oak, California)

*c/o ELS

Colorado State University

(Colorado)

* c/o INTO

Eastern University

(Philadelphia)

The University of Findlay

(Ohio)

Full Sail University

(Florida)

* c/o ESLi

Humboldt State University

(California)

* c/o ESLi

James Madison University

(Virginia)

Long Island University Brooklyn

(New York)

Long Island University Post

(New York)

University of Maine

(Maine)

Marshall University

(West Virginia)

* c/o INTO

University of Massachusetts in Boston

(Massachusetts)

* c/o Navitas

University of Massachusetts in Dartmouth

(Massachusetts)

* c/o Navitas

University of Massachusetts in Lowell

(Massachusetts)

* c/o Navitas

Merrimack College

(Massachusetts)

University of Minnesota Duluth

(Minnesota)

* c/o ESLi

University of New Hampshire

(New Hampshire)

* c/o Navitas

University of New Haven

(Connecticut)

* c/o ELS

Oregon State University

(Oregon)

* c/o INTO

Roosevelt University

(Chicago, Illinois)

University of Southern Illinois Edwardsville

(Illinois)

* c/o ESLi

University of South Florida

(Florida)

* c/o INTO

University of South Maine

(Maine)

Tennessee Technological University

(Tennessee)

Texas A&M University Corpus Christi

(Texas)

* c/o ESLi

University of Vermont

(Vermont)

Westcliff University

(Irvine, California)

Western Kentucky University

(Kentucky)

* c/o Navitas

Western New England University

(Springfield, Massachusetts)

West Texas A&M University

(Texas)

* c/o ESLi

Widener University

(Philadelphia)

University of Wisconsin Superior

(Wisconsin)

* c/o ESLi